ความยินยอมผู้ป่วยตาม PDPA เมื่อไรต้องขอ และขออย่างไรให้ถูกต้อง
ไม่ใช่ทุกการใช้ข้อมูลผู้ป่วยต้องขอความยินยอม แต่บางกรณีขาดไม่ได้ บทความนี้แยกให้เห็นว่าเมื่อไรคลินิกต้องขอความยินยอมตาม PDPA ขออย่างไรให้ถูกต้อง และเก็บหลักฐานอย่างไร
หลัง PDPA มีผลบังคับใช้ หลายคลินิกตอบสนองด้วยการให้ผู้ป่วยเซ็นแบบฟอร์มยินยอมยาวหลายหน้าในวันแรกที่มา โดยหวังว่าจะครอบคลุมทุกอย่าง แต่ในทางปฏิบัติความยินยอมผู้ป่วยไม่ใช่คำตอบของทุกเรื่อง บางกิจกรรมไม่จำเป็นต้องขอ เพราะมีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับ ขณะที่บางกิจกรรม หากไม่ได้ขอความยินยอมอย่างถูกต้อง แบบฟอร์มที่เซ็นไว้ก็อาจใช้อ้างอิงไม่ได้ บทความนี้อธิบายหลักทั่วไปเพื่อให้คลินิกของคุณแยกแยะได้ว่าเมื่อไรต้องขอ และควรขออย่างไร ทั้งนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น กรณีเฉพาะควรปรึกษานักกฎหมายหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน PDPA
ความยินยอมตาม PDPA ไม่ใช่ใบยินยอมรับการรักษา
คลินิกคุ้นเคยกับเอกสารยินยอมสองแบบที่มักถูกเข้าใจปนกัน
- ความยินยอมรับการรักษา (Informed consent) คือการที่ผู้ป่วยได้รับคำอธิบายเรื่องการรักษาหรือหัตถการ ความเสี่ยง และทางเลือก แล้วตัดสินใจยินยอมรับการรักษา เป็นเรื่องของจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ
- ความยินยอมตาม PDPA คือการที่ผู้ป่วยอนุญาตให้คลินิกเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ ในกรณีที่ไม่มีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับ
ทั้งสองแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน ไม่ควรรวมไว้ในข้อความเดียวกันจนผู้ป่วยแยกไม่ออก และการเซ็นยินยอมรับการรักษา ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยยินยอมให้นำรูปไปโฆษณาด้วย
ฐานทางกฎหมายอื่นนอกจากความยินยอม
PDPA วางหลักว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับ ความยินยอมเป็นเพียงหนึ่งในหลายฐาน สำหรับข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว หลักทั่วไปคือต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง แต่กฎหมายก็มีข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับงานคลินิกโดยตรง ตัวอย่างเช่น
- เพื่อการวินิจฉัยโรคและการรักษา โดยผู้ประกอบวิชาชีพหรือผู้ที่มีหน้าที่รักษาความลับ ซึ่งครอบคลุมงานหลักของคลินิก เช่น ซักประวัติ ตรวจ วินิจฉัย สั่งยา และบันทึกเวชระเบียน
- เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถให้ความยินยอมได้ เช่น หมดสติในภาวะฉุกเฉิน
- เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การรายงานหรือส่งข้อมูลที่กฎหมายกำหนดให้คลินิกต้องทำ
แม้ไม่ต้องขอความยินยอม คลินิกยังมีหน้าที่แจ้งผู้ป่วยผ่านประกาศความเป็นส่วนตัวว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่ออะไร เก็บนานเท่าไร และผู้ป่วยมีสิทธิอะไรบ้าง ภาพรวมหน้าที่เหล่านี้อยู่ใน PDPA คลินิกต้องทำอะไรบ้าง
เมื่อไรต้องขอความยินยอมผู้ป่วย
ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับสถานการณ์ที่พบบ่อยในคลินิก การตัดสินใจจริงขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
| สถานการณ์ | แนวทางทั่วไป |
|---|---|
| ซักประวัติ ตรวจ วินิจฉัย รักษา บันทึกเวชระเบียน | มักอาศัยข้อยกเว้นด้านการรักษาได้ แต่ต้องแจ้งผ่านประกาศความเป็นส่วนตัว |
| ช่วยชีวิตในภาวะฉุกเฉินขณะผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว | อาศัยข้อยกเว้นเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตได้ |
| แจ้งเตือนนัดหมายการรักษา | เกี่ยวเนื่องกับการรักษา แต่ควรแจ้งช่องทางให้ผู้ป่วยทราบ และเขียนข้อความไม่ให้เปิดเผยข้อมูลสุขภาพเกินจำเป็น |
| ส่งโปรโมชันหรือข่าวสารการตลาด | ควรขอความยินยอม และให้ยกเลิกรับได้ง่าย |
| ใช้ภาพก่อน-หลังหรือเรื่องราวผู้ป่วยในการโฆษณา รีวิว หรือสื่อออนไลน์ | ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งแยกเฉพาะเรื่อง และต้องตรวจสอบกฎเกณฑ์เรื่องการโฆษณาสถานพยาบาลด้วย |
| เปิดเผยข้อมูลสุขภาพให้บริษัทประกัน นายจ้าง หรือบุคคลที่สาม | โดยทั่วไปต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดให้เปิดเผย |
| นำข้อมูลไปใช้ในงานวิจัย | ต้องพิจารณาเรื่องความยินยอมและหลักเกณฑ์จริยธรรมการวิจัย |
| กล้องวงจรปิดในพื้นที่ทั่วไปเพื่อความปลอดภัย | มักอาศัยประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ควรติดป้ายแจ้งและไม่ติดในพื้นที่ส่วนตัว เช่น ห้องตรวจหรือห้องเปลี่ยนชุด |
เรื่องการแจ้งเตือนนัดผ่านช่องทางดิจิทัล อ่านแนวทางการใช้งานจริงได้ที่ แจ้งเตือนนัด LINE OA อัตโนมัติ
ขอความยินยอมอย่างไรให้มีผลและมีหลักฐาน
เมื่อต้องขอความยินยอมผู้ป่วยแล้ว วิธีการขอสำคัญพอ ๆ กับการได้ความยินยอมมา หลักที่ควรยึดมีดังนี้
- ขอก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล ไม่ใช่ขอย้อนหลังหลังจากใช้ข้อมูลไปแล้ว
- แยกออกจากข้อความอื่นให้ชัด ไม่ซ่อนไว้ในเงื่อนไขการรับบริการ และแยกแต่ละวัตถุประสงค์ เช่น การตลาด กับการใช้ภาพ เป็นคนละช่อง
- ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย บอกว่าจะใช้ข้อมูลอะไร เพื่ออะไร และส่งให้ใคร
- ให้เลือกได้อย่างอิสระ ไม่ทำให้การรับการรักษาขึ้นกับการยินยอมเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ไม่ยินยอมรับโปรโมชันก็ยังรักษาได้ตามปกติ
- ทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และบันทึกว่าใครให้ความยินยอม เรื่องอะไร เมื่อไร ผ่านช่องทางใด
- บอกวิธีถอนความยินยอม และทำให้ถอนได้ง่ายเท่ากับตอนให้
ผู้เยาว์และผู้ที่ตัดสินใจเองไม่ได้
กรณีผู้ป่วยเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ กฎหมายมีหลักเกณฑ์เฉพาะว่าใครเป็นผู้ให้ความยินยอมแทน เช่น ผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้อนุบาล ซึ่งรายละเอียดขึ้นกับอายุและสถานะของผู้ป่วย คลินิกควรกำหนดแนวปฏิบัติร่วมกับนักกฎหมาย และบันทึกให้ชัดว่าใครเป็นผู้ให้ความยินยอม
เคล็ดลับ: อย่าขอความยินยอมสำหรับสิ่งที่คลินิกมีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับอยู่แล้ว เพราะหากผู้ป่วยถอนความยินยอมภายหลัง จะเกิดความสับสนว่าคลินิกยังใช้ข้อมูลนั้นได้หรือไม่ ใช้ความยินยอมเฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริง ๆ จะชัดเจนกว่า
เมื่อผู้ป่วยถอนความยินยอม
ผู้ป่วยมีสิทธิถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ การถอนไม่กระทบการประมวลผลที่ทำไปแล้วโดยชอบ แต่คลินิกต้องหยุดใช้ข้อมูลสำหรับวัตถุประสงค์นั้นต่อจากนี้ เช่น หยุดส่งข่าวสารการตลาด หรือนำภาพออกจากสื่อที่ควบคุมได้ ส่วนเวชระเบียนที่จำเป็นต่อการรักษาและต้องเก็บตามกฎหมายอื่น โดยทั่วไปไม่ได้ถูกลบเพียงเพราะผู้ป่วยถอนความยินยอมเรื่องการตลาด การรับเรื่องและตอบกลับคำขอของผู้ป่วยควรมีขั้นตอนชัดเจน ดูเพิ่มที่ รับมือคำขอใช้สิทธิเจ้าของข้อมูล แนวปฏิบัติล่าสุดติดตามได้จาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)
ทำได้อย่างไรใน MACLINIC
MACLINIC มีระบบบันทึกความยินยอมของผู้ป่วย ทำให้คลินิกเก็บหลักฐานได้ว่าผู้ป่วยให้ความยินยอมเรื่องใดไว้ และมีส่วนรับคำขอใช้สิทธิตาม PDPA สำหรับติดตามคำขอของผู้ป่วย ควบคู่กับการกำหนดระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูล นอกจากนี้ยังมีการกำหนดสิทธิ์ตามบทบาท และ Audit log ที่บันทึกการเปิดดู แก้ไข ลบ และส่งออกข้อมูล ช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าข้อมูลถูกใช้ตามวัตถุประสงค์
สรุป
ความยินยอมผู้ป่วยเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบของทุกเรื่อง งานรักษาหลักของคลินิกมักมีข้อยกเว้นตามกฎหมายรองรับ ส่วนการตลาด การใช้ภาพผู้ป่วย และการเปิดเผยข้อมูลให้บุคคลที่สาม มักต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง แยกเป็นเรื่อง ๆ ใช้ภาษาง่าย ให้เลือกได้อิสระ บันทึกหลักฐาน และถอนได้ง่าย เมื่อไม่แน่ใจ ให้ปรึกษานักกฎหมายหรือดูแนวทางจาก สคส. หากต้องการระบบที่ช่วยบันทึกความยินยอมและรับคำขอของผู้ป่วยได้ในที่เดียว สามารถ สมัครใช้งาน MACLINIC ได้