รหัส ICD-10 สำหรับคลินิก ใช้อย่างไรให้ถูกและได้ประโยชน์

ทำความรู้จักรหัส ICD-10 ตั้งแต่โครงสร้างรหัส หมวดหลัก การเลือกรหัสหลักและรหัสร่วม ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่คลินิกพบบ่อย และวิธีทำให้การลงรหัสในห้องตรวจเร็วขึ้นโดยไม่เสียความถูกต้อง

ภาพปกบทความการใช้รหัส ICD-10 สำหรับคลินิก

ICD-10 คือระบบจัดหมวดหมู่โรคและปัญหาสุขภาพระหว่างประเทศ ฉบับที่ 10 (International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems) ที่องค์การอนามัยโลกพัฒนาขึ้น เพื่อให้การวินิจฉัยโรคถูกบันทึกเป็นรหัสที่เข้าใจตรงกันทั่วโลก สำหรับคลินิก การลงรหัสวินิจฉัยที่ถูกต้องไม่ได้มีไว้เพื่อส่งรายงานอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้ค้นหาผู้ป่วยตามกลุ่มโรค ดูสถิติโรคที่พบบ่อย และเตรียมข้อมูลเมื่อต้องส่งให้หน่วยงานภายนอก

บทความนี้อธิบายโครงสร้างรหัส วิธีเลือกรหัสให้เหมาะกับงานคลินิก ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และแนวทางทำให้แพทย์ลงรหัสได้เร็วโดยไม่เป็นภาระ

ICD-10 คืออะไร และในประเทศไทยใช้อย่างไร

ICD เป็นมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกดูแลและปรับปรุงเป็นระยะ รายละเอียดของมาตรฐานดูได้ที่เว็บไซต์ องค์การอนามัยโลก (WHO) ในประเทศไทย หน่วยงานสาธารณสุขได้จัดทำฉบับปรับใช้สำหรับประเทศไทยที่เรียกว่า ICD-10-TM (Thai Modification) ซึ่งเพิ่มรายละเอียดบางรหัสให้เหมาะกับบริบทในประเทศ

แม้องค์การอนามัยโลกจะออก ICD-11 แล้ว แต่ระบบรายงานและการเบิกจ่ายในหลายส่วนยังใช้ ICD-10 เป็นหลัก คลินิกจึงควรติดตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้รหัสฉบับที่ถูกต้องตามที่กำหนด

อ่านโครงสร้างรหัสโรคให้เข้าใจ

รหัสแต่ละตัวประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษหนึ่งตัวตามด้วยตัวเลข ตัวอักษรบอกหมวดใหญ่ ตัวเลขสองหลักแรกบอกกลุ่มโรค และตัวเลขหลังจุดทศนิยมบอกรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น

  • J06.9 การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเฉียบพลัน ไม่ระบุตำแหน่ง
  • I10 ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ
  • E11 กลุ่มโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีรหัสย่อยตามภาวะแทรกซ้อน

ตารางต่อไปนี้สรุปหมวดหลักที่คลินิกทั่วไปพบบ่อย ช่วยให้แพทย์และเจ้าหน้าที่เวชระเบียนจำภาพรวมได้ง่ายขึ้น

ตัวอักษรหมวดตัวอย่างที่พบในคลินิก
A–Bโรคติดเชื้อและปรสิตท้องร่วงจากการติดเชื้อ ไวรัสบางชนิด
Eโรคต่อมไร้ท่อ โภชนาการ เมตาบอลิซึมเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ
Iระบบไหลเวียนโลหิตความดันโลหิตสูง
Jระบบหายใจหวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ
Kระบบย่อยอาหารกระเพาะอาหารอักเสบ อาหารไม่ย่อย
Lผิวหนังผื่นแพ้ สิว ผิวหนังอักเสบ
Mกล้ามเนื้อและกระดูกปวดหลัง ข้อเสื่อม
Rอาการและอาการแสดงที่ยังไม่ระบุโรคไข้ไม่ทราบสาเหตุ ปวดศีรษะ
S–Tการบาดเจ็บและพิษแผลฉีกขาด ข้อเท้าแพลง
Zปัจจัยที่มีผลต่อสถานะสุขภาพตรวจสุขภาพทั่วไป ฉีดวัคซีน

หลักเลือกรหัสวินิจฉัยในคลินิก

รหัสหลักและรหัสร่วม

ในแต่ละ Visit ควรมีการวินิจฉัยหลัก (Principal Diagnosis) คือโรคหรือปัญหาที่เป็นเหตุผลหลักของการมารับบริการครั้งนั้น และอาจมีการวินิจฉัยร่วม (Comorbidity) หรือโรคแทรกซ้อนที่มีผลต่อการดูแล เช่น ผู้ป่วยมาด้วยคออักเสบ และมีความดันโลหิตสูงที่แพทย์ปรับยาในครั้งนี้ด้วย ก็ควรบันทึกทั้งสองรหัส

ลงรหัสให้ละเอียดเท่าที่ข้อมูลรองรับ

ถ้าแพทย์ทราบตำแหน่งหรือชนิดของโรค ควรเลือกรหัสย่อยที่เจาะจงแทนรหัสที่ลงท้ายว่า "ไม่ระบุ" แต่ก็ไม่ควรเลือกรหัสที่ละเอียดเกินกว่าข้อมูลที่มีในเวชระเบียน หลักง่ายๆ คือ รหัสต้องสะท้อนสิ่งที่บันทึกไว้จริงในบันทึกการตรวจ

ใช้หมวด R และ Z อย่างเหมาะสม

หมวด R ใช้เมื่อยังไม่สามารถสรุปโรคได้ เช่น ผู้ป่วยมาด้วยไข้และยังต้องรอผลตรวจ แต่ถ้าแพทย์วินิจฉัยโรคได้แล้ว ควรใช้รหัสโรคแทน ส่วนหมวด Z ใช้กับการมารับบริการที่ไม่ได้ป่วย เช่น ตรวจสุขภาพ ขอใบรับรองแพทย์ หรือรับวัคซีน

เคล็ดลับ: สำหรับการบาดเจ็บ นอกจากรหัสบาดแผลในหมวด S–T แล้ว ระบบรายงานบางประเภทต้องการสาเหตุภายนอกด้วย ควรตรวจสอบข้อกำหนดของหน่วยงานที่คลินิกต้องส่งข้อมูลให้

ข้อผิดพลาดที่คลินิกพบบ่อยเมื่อใช้ ICD-10

  • ใช้รหัสเดิมซ้ำทุกครั้ง เพราะสะดวก เช่น ลงรหัสหวัดให้ผู้ป่วยระบบหายใจทุกราย ทำให้สถิติโรคคลาดเคลื่อน
  • เลือกรหัส "ไม่ระบุ" เป็นหลัก ทั้งที่บันทึกการตรวจมีรายละเอียดพอจะเลือกรหัสที่เจาะจงกว่า
  • ไม่บันทึกโรคร่วม ทำให้มองไม่เห็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มารักษาโรคอื่น
  • ลงรหัสไม่ตรงกับบันทึก เช่น บันทึกว่า "สงสัย" แต่ลงรหัสโรคที่ยืนยันแล้ว
  • พิมพ์รหัสเองโดยไม่มีรายการให้เลือก เสี่ยงพิมพ์ผิดหรือใช้รหัสที่ไม่มีอยู่จริง

ทำให้แพทย์ลงรหัสได้เร็วโดยไม่เป็นภาระ

แพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการจำรหัสทั้งหมด สิ่งที่ช่วยได้จริงคือระบบที่ค้นหาได้ทั้งจากรหัสและชื่อโรค และกระบวนการที่ชัดเจนในคลินิก

  1. ค้นหาจากคำสำคัญของโรคแล้วเลือกจากรายการ แทนการพิมพ์รหัสเอง
  2. ทบทวนรายการโรคที่คลินิกพบบ่อยร่วมกับแพทย์ เพื่อให้ทุกคนเลือกรหัสในแนวเดียวกัน
  3. ให้ผู้รับผิดชอบเวชระเบียนสุ่มตรวจการลงรหัสเป็นระยะ และแจ้งกลับแบบสร้างสรรค์
  4. ใช้รายงานสถิติผู้ป่วยตามกลุ่มโรคเพื่อดูความผิดปกติ เช่น รหัสใดถูกใช้มากผิดสังเกต

เมื่อข้อมูลการวินิจฉัยมีคุณภาพ เจ้าของคลินิกก็นำไปใช้วางแผนได้ เช่น ดูฤดูกาลของโรค หรือวางแผนสต็อกยา ดูตัวชี้วัดอื่นที่ควรติดตามได้ที่บทความKPI คลินิกที่เจ้าของควรดูทุกเดือน

ทำได้อย่างไรใน MACLINIC

ในหน้าห้องตรวจของ MACLINIC แพทย์ค้นหาและเลือกการวินิจฉัยด้วยรหัส ICD-10 ได้ระหว่างบันทึกการตรวจ ข้อมูลการวินิจฉัยจะอยู่ในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยร่วมกับการซักประวัติ สัญญาณชีพ ยา และหัตถการ นำไปดูในรายงานสถิติผู้ป่วยและส่งออกเป็น Excel ได้ และเมื่อต้องเตรียมไฟล์ส่งหน่วยงาน ระบบส่งออกข้อมูล 43 แฟ้มได้ โดยคลินิกเป็นผู้นำไฟล์ไปส่งเอง

สรุป

การใช้ ICD-10 ให้ถูกต้องเริ่มจากเข้าใจโครงสร้างรหัส เลือกการวินิจฉัยหลักและโรคร่วมให้ตรงกับบันทึกการตรวจ หลีกเลี่ยงรหัสที่กว้างเกินไปเมื่อมีข้อมูลพอ และมีระบบที่ช่วยค้นหารหัสแทนการพิมพ์เอง ข้อมูลที่ได้จะกลายเป็นสถิติที่เชื่อถือได้สำหรับทั้งการรายงานและการบริหารคลินิก หากต้องการเริ่มใช้ระบบที่รองรับงานนี้ สมัครใช้งาน MACLINIC

ลองใช้ MACLINIC กับคลินิกของคุณ

ระบบบริหารคลินิกออนไลน์ เวชระเบียน นัดหมาย คลังยา และการเงิน ตั้งค่าได้ในไม่กี่นาที